ZORT คาดปี 2023 โซเชียลคอมเมิร์ซแข่งเดือด ดันตลาดอีคอมเมิร์ซพุ่ง 15-20%
 ปูทางเข้าตลาดหุ้นใน 3-5 ปี


ZORT สตาร์ทอัพแพลตฟอร์มบริหารจัดการออเดอร์และสต๊อกครบวงจรชั้นนำของไทย ตั้งเป้ายอดขายโต 100% ปูทางเข้าตลาดหุ้นใน 3-5 ปี มองปี 2566 ตลาดอีคอมเมิร์ซยังคึกคัก คาดมูลค่าตลาดโต 15-20% จากยอดปีก่อน 6.6 แสนล้านบาท 

zort

ZORT เปิด 3 ปัจจัยหนุน ตลาดปี 2566 เติบโต 

1. ตลาดโซเชียลคอมเมิร์ซปีนี้แข่งขันเดือด หลังปี 2565 พบโซเชียลคอมเมิร์ซเชื่อมต่อผ่าน ZORT เพิ่ม 30% ทุกแพลตฟอร์มปล่อยฟีเจอร์ใหม่หนุนการทำธุรกรรมครอบคลุมตั้งแต่การขายไปถึงการโอนเงินจบในแพลตฟอร์มเดียว 

2. พฤติกรรมผู้บริโภคไทยติด ท็อป 3 การชอปผ่านโซเชียลคอมเมิร์ซของโลก เป็นรองแค่จีนและอินเดีย 

3. Short Video Commerce เทรนด์ใหม่ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อมากขึ้น พร้อมมองปัจจัยเสี่ยงต้องจับตา ทั้ง ค่าธรรมเนียม E-Marketplace มีโอกาสปรับขึ้น และการฟื้นตัวของตลาดออฟไลน์ กลยุทธ์ Omnichannel จะเริ่มกลับมา แนะผู้ค้าปรับตัวบริหารต้นทุนด้วยเทคโนโลยีจัดการร้านค้า เพื่อรักษายอดขาย รองรับการเติบโตในทุกมิติ 

คุณสวภพ ท้วมแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซอร์ทเอาท์ จำกัด (ZORT) แพลตฟอร์มบริหารจัดการออเดอร์และ สต๊อกครบวงจร (Seller Management Platform) เปิดเผยว่า ปี 2565 สามารถสร้างผลงานเติบโตเกินเป้าหมายมีลูกค้าที่ใช้บริการเพิ่มขึ้น 50% ผ่านอีคอมเมิร์ซทุกแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อในระบบ ZORT เพิ่มขึ้นเป็นขึ้นเป็น 49,000 ล้านบาท ซึ่งโตขึ้นประมาณ 62% จากปี 2564 ที่มีประมาณ 30,000 ล้านบาท ส่วนปี 2566 ZORT ตั้งเป้าหมายการเติบโต 100 % เนื่องจากมองว่าปีนี้จะเป็นอีกปีที่ดีของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เพราะการชอปปิ้งออนไลน์มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย ZORT คาดการณ์ว่าตลาดจะโตประมาณ 15-20% จากปี 2565 ที่น่าจะมีมูลค่าการตลาดรวมประมาณ 6.6 แสนล้านบาท 

ซึ่งการเติบโตดังกล่าวมาจากปัจจัยสนับสนุน ดังนี้  

  1.  เทรนด์ Social Commerce ได้รับความนิยมมากขึ้น การแข่งขันของแพลตฟอร์มต่าง ๆ ทั้ง Facebook, 

LINE, TikTok จะดุเดือดมากยิ่งขึ้น เห็นได้ชัดจากปี 2565 ที่ทุกแพลตฟอร์มพัฒนาฟีเจอร์ให้พร้อมรองรับการทำธุรกิจ อีคอมเมิร์ซ มากขึ้น ช่วยให้ผู้ค้าสามารถขายสินค้าได้อย่างครบลูปและผู้ซื้อสามารถเลือกซื้อสินค้า พร้อมชำระเงินได้อย่างไร้รอยต่อภายในแพลตฟอร์มเดียว โดยตัวเลขการเติบโตของผู้เชื่อมต่อ Social Commerce กับแพลตฟอร์ม TikTok Shop และ LINE SHOPPING ในระบบ ZORT ในปี 2565 มีร้านเชื่อมต่อเพิ่มขึ้น 30% รวมถึงลูกค้าเดิมที่มีการขยายช่องทางการขายไปยัง TikTok Shop 13% ของช่องทางการขายทั้งหมด ลูกค้าเดิมที่มีการขยายช่องทางการขายไปยัง LINE SHOPPING 15 % ของช่องทางการขายทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการชาวไทย พร้อมปรับตัวไปยังทุกแพลตฟอร์ม ที่มีกลุ่มผู้บริโภคไปรวมตัวอยู่ที่นั่น

  1. พฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยหนุนตลาด โดยจากข้อมูลของ ‘วันเดอร์แมน ธอมสัน’ พบว่าไทยเป็นประเทศที่มี

สัดส่วนซื้อสินค้าผ่านโซเชียลคอมเมิร์ซสูงที่สุดในโลก คนไทย 95% ระบุว่าชอปปิ้งออนไลน์มีส่วนเข้ามาช่วยเรื่องการใช้ชีวิตในช่วงโควิดในช่วงปี 2564 ทำให้สัดส่วนการชอปออนไลน์ก็มาแรงต่อเนื่องจนแซงหน้าการชอปปิ้งออฟไลน์ อีกทั้งยังพบว่ารายการชำระเงินผ่านการชอปปิ้งออนไลน์ของ ไทยครองอันดับ 3 ของโลก ด้านการชำระเงินแบบเรียลไทม์ (Real-time Payment)   เป็นรองแค่จีนกับอินเดียที่มีประชากรสูงกว่าไทย

  1. Short Video Commerce เทรนด์ใหม่ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อ เทรนด์การขายที่เปลี่ยนไปในรูปแบบ VDO 

สั้น สอดรับกับพฤติกรรมการรับสื่อผู้บริโภคที่ให้ความสนใจกับการดูสื่อแบบเคลื่อนไหวในปัจจุบัน กลยุทธ์การเปลี่ยนคอนเทนต์เป็นยอดขาย หรือ Shoppertainment ที่ผสมผสานการชอปปิ้งเข้ากับความบันเทิง อย่างการโปรโมทสินค้าผ่านคลิปที่กระชับ น่าสนใจ จะช่วยเพิ่มยอดขายและกระตุ้นการซื้อของลูกค้าได้ เช่น การพัฒนาของ TikTok Shop ที่ชูจุดเด่น Short Video Commerce และ Live Commerce ที่ไม่ได้ทำมาเพื่อให้บริการเฉพาะ Short video เพียงอย่างเดียว แต่มีบริการอื่นของ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เช่น การเปิดร้านค้าเข้ามาเสริมด้วย ล่าสุดแพลตฟอร์มอื่น ๆ ก็เริ่มพัฒนาฟีเจอร์ Short VDO มาแข่งขันในตลาด เช่น  Reels บน Facebook และ Instagram , Youtube Shorts และ LINE VOOM พร้อมพยายามผลักดันให้มีผู้ใช้งานมากขึ้น 

อย่างไรก็ดีในปีนี้ตลาดอีคอมเมิร์ซยังมีความเสี่ยง 2 ด้าน ที่ผู้ค้าควรวางแผนรับมือและปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงดังนี้

1. การเปลี่ยนแปลงและแนวโน้มการเพิ่มค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์ม E-Marketplace 

ในปี 2565 E- Marketplace เจ้าตลาดได้ปรับค่าธรรมเนียมการขายเพิ่มขึ้น 1% ส่งผลให้ผู้ค้ามีต้นทุนค่าธรรมเนียมการขายและค่าคอมมิชชั่น อยู่ที่ 5.35% ทั้งนี้ในอนาคตก็ยังมีความเสี่ยงที่ค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะปรับขึ้นได้อีก โดยเฉพาะหลังจากที่ JD Central ประกาศถอนตัวจากสงคราม E-Marketplace ในประเทศไทย 2 แพลตฟอร์ม  เจ้าตลาดที่เคยใช้เงินลงทุนมหาศาลไปกับการสร้างตลาด ก็มีโอกาสที่จะปรับขึ้นค่าธรรมเนียมได้คล่องตัวขึ้นเมื่อไร้คู่แข่งอย่าง JD Central ส่งผลให้ร้านค้าที่มีหน้าร้านบน E-Marketplace ต้องวางแผนหากเกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เพื่อให้สามารถคุมราคาสินค้าได้ดี และไม่ส่งผลกระทบต่อยอดขาย 

     2.    การฟื้นตัวของตลาดออฟไลน์ กลยุทธ์ Omnichannel จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ปัจจัยนี้น่าจับตาอย่างมีนัยสำคัญ โดยสัญญาณการฟื้นตัวของตลาดกลุ่มนี้เริ่มตั้งแต่ครึ่งปีหลังของปี 2565 หลังจากการประกาศคลายล็อกของรัฐบาลและการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทำให้ผู้บริโภคทั้งในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติออกมาจับจ่ายใช้สอยตามห้างสรรพสินค้าและร้านค้าต่าง ๆ มากขึ้น ดังนั้นผู้ค้าออนไลน์จึงควรปรับตัว ด้วยการเพิ่มช่องทางการขายผ่านออนไลน์และออฟไลน์ควบคู่กันไปอย่างไร้รอยต่อ

ดังนั้นผู้ประกอบการที่วางแผนขยายธุรกิจทั้งบนออนไลน์และออฟไลน์ควรใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการร้านค้า  (Seller Management Platform)   เพื่อเสริมการทำธุรกิจให้มีประสิทธิภาพในทุกมิติ ทั้งการวางแผนการตลาด การจัดการหลังร้านออเดอร์และสต๊อก ไปจนถึงการขนส่งสินค้า ที่สามารถรวมการขายจากหน้าร้านทุกแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์มาไว้ที่เดียวอย่างไร้รอยต่อ ทั้ง Social Commerce และ E-commerce  และรวบรวมข้อมูลสำหรับพัฒนาธุรกิจและบริการให้ตอบโจทย์กับกลุ่มผู้บริโภค ก็จะทำให้สามารถพัฒนาสินค้าและบริการอย่างมืออาชีพได้ในทุกแพลตฟอร์ม  

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เจซีแอนด์โค” ร่วมมือ “ฮาห์ม พาร์ทเนอร์” เปิดกลยุทธ์เสริมแกร่ง แบรนด์เกาหลีสู่ไทยและตลาด APAC

รู้จัก “One Asia Communications” การรวมตัวจาก บ.พีอาร์กว่า 10 ชาติในเอเชีย เสริมแกร่งงานสื่อสารข้ามประเทศ สร้างการเข้าถึงตลาด APAC ได้อย่างไร้รอยต่อ...

Responsive image

ส.อ.ท. จับมือ ม.มหิดล ลงนามความร่วมมือ ดันเกษตรอัจฉริยะ โครงการ SAI

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมลงนามในข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการนวัตกรรมต้นแบบ Smart Agriculture Industry (SAI) เพื่อการเรียนรู้และบ่มเพาะแนวทางเกษตรอ...

Responsive image

Grab เปิดตัว GrabExecutive หลังบริการเรียกรถพรีเมียมโต 50% พร้อมดึง VATANIKA ดีไซน์ชุดเครื่องแบบคนขับ

แกร็บเปิดตัว GrabExecutive บริการเรียกรถหรูระดับพรีเมียม โตแรง 50% เจาะตลาดนักธุรกิจ-นักท่องเที่ยวไฮเอนด์ พร้อมบริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟ รถหรู-คนขับมืออาชีพ-ดีไซน์ยูนิฟอร์มโดย VATANIKA...