Smart City จะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคตกับ Julien Mialaret

พูดคุยกับคุณ Julien Mialaret ผู้เป็น Operating Partner, Idinvest Partners (VC) กับประเด็น Smart City ว่าหลังจากมีการระบาดของ COVID-19 ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง และจริง ๆ แล้วความหมายของ Smart City คืออะไร รวมไปถึงอนาคตของ Smart City ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต

 Julien Mialaret

Smart City คืออะไร

ในมุมมองของคุณ Julien Mialaret ได้ให้รายละเอียดของ Smart City ไว้ 2 แบบ คือ

  • แบบที่ 1 เมืองที่สร้างใหม่ขึ้นมาเลย พร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่มาอำนวยความสะดวกในการสื่อสารและช่วยในการดูแลเมืองนั้น ๆ โดยตอนนี้มีหลายองค์กรที่กำลังสร้างเมืองใหม่ขึ้นมา อย่าง Tencent, Google, NTT และ Sumitomo แต่การสร้าง Smart City แบบนี้จะยากมาก เพราะต้องลงทุนเยอะ และต้องเริ่มทุกอย่างใหม่ทั้งหมด

  • แบบที่ 2 เป็นเมืองที่พัฒนามาจากเมืองที่มีเดิมอยู่แล้ว อย่างเช่น การพัฒนา Smart City ในกรุงเทพ ปารีส หรือกัวลาลัมเปอร์ โดยจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในเมืองแบบเดิม รวมทั้งมีบริการดิจิทัลต่าง ๆ (Digital Services) ให้คนที่อาศัยในเมืองนั้น ๆ ได้ใช้ โดยเทคโนโลยีเหล่านั้นจะต้องไม่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อม มีราคาที่ไม่สูงเกินไป และทำให้เมืองมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ความท้าทายสำคัญของการสร้าง Smart City

  • จะต้องสร้างโปรดักส์ที่คนสามารถเข้าถึงได้ ในราคาที่เหมาะสม และต้องเป็นสิ่งที่คนต้องการจริง ๆ ต้องเป็นเทคโนโลยีที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองความสะดวกสบายของผู้คน แต่มาในราคาที่ยอมรับได้ ดังนั้น จะต้องมีการออกแบบเทคโนโลยีเหล่านี้ดี ๆ เพื่อให้นำมาใช้ได้จริง

  • สำหรับการพัฒนาเมืองที่มีอยู่แล้ว จะไม่สามารถตัดโครงสร้างการบริการเก่า ๆ ที่มีมาหลายสิบปีแล้วออกไปได้ จะต้องอาศัยการปรับให้เข้ากันเท่านั้น

  • ต้องทำงานกับทางภาครัฐ ซึ่งในบางประเทศก่อให้เกิดความล่าช้าในการทำงาน แต่ก็ทำให้งานที่ออกมามีความมั่นคงมากกว่า

  • จะต้องมีการสร้างเทคโนโลยีที่ใช้ได้ในหลาย ๆ ภาคส่วน ทั้งด้านอสังหาริมทรัพย์ ด้านขนส่ง ด้านพลังงาน ดังนั้นทางที่ดีจะต้องให้บริษัทที่มีความถนัดในแต่ละด้านร่วมงานกันจะทำให้การทำงานไปได้ง่ายขึ้น

ผลกระทบของ COVID-19 กับการพัฒนา Smart City

ก่อนการระบาดของ COVID-19 นั้น จุดประสงค์หลัก ๆ ของการสร้าง Smart City คือ 

  • ต้องการจะลดมลภาวะ และช่วยสร้างความรับผิดชอบกับสภาพแวดล้อม เพราะผู้คนในเมืองเริ่มไม่ตระหนักถึงการใช้พลังงานอย่างประหยัด และมีกิจวัตรที่ก่อให้เกิดมลภาวะเพิ่มมากขึ้น 

  • ต้องการสร้างเมืองที่ทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและความสบายในแบบที่ไม่ต้องลงทุนสูง

ซึ่งสองปัจจัยนี้จะต้องอาศัยความเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนในเมืองนั้น ๆ โดยบางพฤติกรรมนี้เราได้เห็นมาบ้างแล้วในช่วงก่อนการระบาดของ COVID-19 เช่น ความต้องการบริการเดลิเวอรี่ และการใช้บริการออนดีมานด์

แต่หลังจากการระบาดของ COVID-19 สิ่งที่เห็นชัดมากขึ้นคือ คนมีความต้องการที่เปลี่ยนไป รวมไปถึงมีพฤติกรรมในการใช้บริการต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไปเยอะ ตัวอย่างเช่น ความต้องการบริการรถโดยสารแบบไร้คนขับ หรือความต้องการทำงานแบบ Remote working

ซึ่งจริง ๆ แล้ว การที่ COVID-19 ระบาดไม่ได้ส่งผลให้แนวทางการพัฒนา Smart City เปลี่ยนไป แต่มันเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมของคนมากกว่า

นอกจากนี้คุณ Julien มองว่า หลัง COVID-19 คนจะหันไปให้ความสนใจกับ เมืองรอง (Second-tier city) มากขึ้น เพราะเมื่อคนทำงานทางไกลได้ ดังนั้นนอกเมืองจึงกลายเป็นตัวเลือกสำคัญ ทั้งมีราคาที่พักที่ถูกกว่า และมีบรรยากาศที่ดีกว่า ส่วนในเมืองนั้นจะมีคนน้อยลง และมีเทคโนโลยีพวกรถยนต์ไร้คนขับที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ในอนาคตอาจจะมีการเพิ่มเลนถนนที่มีไว้สำหรับยานยนต์ประเภทนี้โดยเฉพาะ

The next big thing ที่จะมาช่วยเดินหน้า Smart City ไปสู่อนาคต

ในการพูดคุยคุณ Julien ได้พูดถึงประเทศจีนไว้เยอะมาก เพราะว่ามีหลายเทคโนโลยีที่สร้างขึ้น และทดสอบในจีน และหลังจากนั้นก็นำมาส่งต่อให้ประเทศอื่น ๆ ใช้ในการพัฒนาเป็น Smart City ดังนั้น จีนจึงเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจแห่งหนึ่ง โดยเฉพาะเมืองเซินเจิ้น ที่เมื่อ 30 ปีก่อนเป็นเพียงเมืองท่าแห่งการประมง แต่ปัจจุบันนี้เซินเจิ้นคือเมืองแห่งเทคโนโลยีสำคัญแห่งหนึ่งของโลก ที่เป็นทางเชื่อมจีนแผนดินใหญ่กับฮ่องกง โดยในเมืองเซินเจิ้นมีการใช้เทคโนโลยีมากมายที่เอามาอำนวยความสะดวกให้ผู้คน มีการออกกฎให้มีการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น เช่น การบังคับให้แท็กซี่และบริการขนส่งให้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า และเซินเจิ้นยังเป็นเมืองแรกที่มีการใช้ 5G

สิ่งต่อไปที่เราต้องมองต่อจากนี้ไปคือ ประเทศที่กำลังพัฒนาจะมีการผลิตเทคโนโลยีที่ใช้สำหรับ Smart City ออกมามากขึ้น เพราะประเทศเหล่านี้หลาย ๆ ประเทศ กำลังอยู่ในขั้นการพัฒนาไปเป็น Smart City และกำลังสร้างโครงสร้างใหม่ให้รองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี้นี้ เพราะฉะนั้นจะต้องจับตามองประเทศเหล่านี้มากขึ้น

ในส่วนของประเทศแถบเอเชียที่มีความกังวลเรื่องของสังคมผู้สูงอายุอาจจะมาทำให้การพัฒนา Smart City นั้นล่าช้าลง ทางด้านคุณ Julien มองว่า ยังมีข้อดีของสังคมผู้สูงอายุเช่นกัน อย่างเช่นในญี่ปุ่น ที่สังคมผู้สูงอายุเป็นตัวขับเคลื่อนให้มีการสร้างหุ่นยนต์ขึ้นมาทำงานแทน รวมไปถึงเกิดเทคโนโลยีทางการแพทย์ขึ้นมา ดังนั้น การที่มีสังคมผู้สูงอายุอาจจะส่งผลดีให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ขึ้นมา

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

คอมตัมคอมพิวติ้ง ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว ? สรุปความก้าวหน้าควอนตัมจากงาน NVIDIA GTC 2025

งาน NVIDIA GTC 2025 เป็นปีแรกที่มีการจัดเวทีพูดคุยเกี่ยวกับควอนตัมคอมพิวติ้งโดยเฉพาะ (Quantum Day) ซึ่ง NVIDIA ในฐานะเจ้าภาพ และผู้ขับเคลื่อนการประมวลผลแบบ Accelerated Computing จึ...

Responsive image

ญี่ปุ่น ใช้ AI และเทคโนโลยีอะไร ในการรับมือแผ่นดินไหว ?

เหตุแผ่นดินไหวในเมียนมาที่ส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทย สร้างความตระหนักถึงความเสี่ยงด้านแผ่นดินไหวที่อาจเกิดขึ้นในประเทศ แม้ประเทศไทยจะไม่ใช่พื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง แต่เหตุการณ์ดังกล...

Responsive image

AI วาดสไตล์ Ghibli : OpenAI แอบดึงข้อมูลมาเทรนด์หรือเปล่า ประเด็นที่โลกไม่ควรมองข้าม

ฟีเจอร์ใหม่จาก ChatGPT ที่สร้างภาพสไตล์ Ghibli ทำเอาโลกอินเทอร์เน็ตสะเทือน แต่คำถามใหญ่คือ...นี่คือวิวัฒนาการของเทคโนโลยี หรือการทำลายจิตวิญญาณของศิลปะที่ Ghibli ยึดถือมาทั้งชีวิต ...